ข้อมูลพื้นฐาน
- ชื่อวิทยาศาสตร์
- Murraya paniculata
- ชื่อวิทยาศาสตร์อื่น ๆ
- Chalcas paniculata; Murraya exotica
- ชื่อสามัญ
- Orange Jasmine
- ชื่อท้องถิ่น
- แก้ว, แก้วขาว, แก้วเจ้าจอม
อนุกรมวิธาน
- อาณาจักร
- Plantae
- หมวด
- Magnoliophyta
- ชั้น
- Magnoliopsida
- อันดับ
- Sapindales
- วงศ์
- Rutaceae (วงศ์ส้ม)
- สกุล
- Murraya
- ชื่อเฉพาะสปีชีส์
- paniculata
ลักษณะพืช
- ลักษณะการเจริญเติบโต
- ไม้พุ่มหรือไม้ยืนต้นขนาดเล็ก ทรงพุ่มแน่น แตกกิ่งก้านมาก สามารถตัดแต่งให้เป็นแนวรั้วหรือไม้ทรงพุ่มได้ดี เจริญเติบโตค่อนข้างเร็วและทนทาน
- ความสูง
- 2–5 เมตร (บางต้นอาจสูงได้ถึง 7 เมตร)
- ลักษณะลำต้น
- ลำต้นตั้งตรง เปลือกสีน้ำตาลเทา ผิวค่อนข้างเรียบ เมื่อแก่จะแตกเป็นร่องเล็กน้อย กิ่งอ่อนสีเขียวและเปราะ
- ลักษณะใบ
- ใบประกอบแบบขนนก ใบย่อยรูปรีหรือรูปไข่ ปลายแหลม ผิวใบเรียบเป็นมัน สีเขียวเข้ม มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ เมื่อขยี้
- ลักษณะดอก
- ดอกออกเป็นช่อกระจุกตามซอกใบหรือปลายกิ่ง กลีบดอกเรียงซ้อนกันอย่างเป็นระเบียบ ดอกบานเต็มที่มีกลิ่นหอมแรง
- สีดอก
- สีขาวบริสุทธิ์
- ลักษณะผล
- ผลทรงกลมหรือรีขนาดเล็ก เมื่อสุกมีสีแดงหรือแดงอมส้ม ภายในมีเมล็ด 1–2 เมล็ด
- ลักษณะเมล็ด
- เมล็ดรูปรี สีอ่อน เปลือกเมล็ดแข็ง สามารถนำไปเพาะขยายพันธุ์ได้
สภาพแวดล้อม
- ถิ่นกำเนิด
- เอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และจีนตอนใต้
- การกระจายพันธุ์
- พบปลูกทั่วไปในประเทศไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย จีนตอนใต้ อินเดีย และประเทศเขตร้อนทั่วโลก
- ถิ่นอาศัย
- พื้นที่โล่งแจ้ง สวนบ้าน สวนสาธารณะ และริมรั้ว สามารถขึ้นได้ดีทั้งในเขตร้อนและกึ่งร้อน
- ความต้องการดิน
- ดินร่วนหรือดินร่วนปนทราย ระบายน้ำดี มีอินทรียวัตถุพอสมควร pH ประมาณ 6.0–7.0
- ความต้องการน้ำ
- ต้องการน้ำปานกลาง ควรรดน้ำสม่ำเสมอ แต่ไม่ชอบน้ำขัง
- ความต้องการแสง
- ชอบแสงแดดเต็มวันถึงแดดรำไร หากได้รับแสงเพียงพอจะออกดอกดกและมีกลิ่นหอมชัดเจน
- ภูมิอากาศ
- ภูมิอากาศร้อนถึงร้อนชื้น ทนแล้งได้ดีในระดับหนึ่ง
ข้อมูลสภาพอากาศ
- ระดับความสูง
- 0–1,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล
- อุณหภูมิ
- 20–35°C
การปลูก
- การเพาะปลูก
- ดอกแก้วปลูกและดูแลรักษาง่าย เหมาะสำหรับปลูกเป็นไม้ประดับในบ้านและสวน นิยมปลูกเป็นแนวรั้ว ตัดแต่งทรงพุ่มได้ดี และออกดอกตลอดปีหากได้รับการดูแลเหมาะสม
- การขยายพันธุ์
- เพาะเมล็ด ปักชำกิ่ง และตอนกิ่ง โดยการตอนกิ่งให้ผลเร็วและได้ลักษณะตรงตามต้นแม่
- การดูแล
- ควรตัดแต่งกิ่งสม่ำเสมอเพื่อกระตุ้นการแตกยอดและการออกดอก ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยสูตรเสมอเป็นระยะ และกำจัดวัชพืชรอบโคนต้น
- ศัตรูพืช
- เพลี้ยอ่อน เพลี้ยแป้ง และหนอนกินใบ
- โรคพืช
- โรคราแป้ง โรคใบจุด และโรครากเน่าในสภาพดินแฉะ
- ระยะเวลาเก็บเกี่ยว
- ดอกสามารถเก็บได้ตลอดปี โดยเฉพาะช่วงฤดูฝนและฤดูร้อนจะออกดอกมาก
การใช้ประโยชน์
- การใช้ประโยชน์
- ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับ ไม้มงคลในบ้านและวัด ใช้ดอกบูชาพระ และใช้เป็นสมุนไพรพื้นบ้าน
- การใช้ด้านอาหาร
- ดอกแก้วบางพื้นที่ใช้แต่งกลิ่นอาหารหรือเครื่องดื่ม แต่ไม่ใช่อาหารหลัก
- สรรพคุณยา
- ใบและรากใช้ในตำรับยาไทย ช่วยแก้ปวดท้อง ลดการอักเสบ และบำรุงหัวใจตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
- ใช้ในอุตสาหกรรม
- ปลูกเป็นไม้ประดับเชิงพาณิชย์ ใช้ในงานภูมิทัศน์และจัดสวน
ความเป็นพิษ
- ความเป็นพิษ
- โดยทั่วไปไม่เป็นพิษต่อคนและสัตว์เลี้ยง แต่ไม่ควรบริโภคในปริมาณมาก
- ส่วนที่กินได้
- ดอก (ใช้แต่งกลิ่นในบางตำรับ)
- ส่วนที่เป็นพิษ
- ไม่มีข้อมูลว่ามีส่วนที่เป็นพิษร้ายแรง
โภชนาการ
มีน้ำมันหอมระเหยจากดอกและใบ ซึ่งให้กลิ่นหอมและมีสารต้านอนุมูลอิสระในระดับหนึ่ง
สถานะอนุรักษ์
- สถานะ IUCN
- Least Concern (LC) – มีความเสี่ยงต่ำต่อการสูญพันธุ์
- ภัยคุกคาม
- การตัดแต่งหรือโค่นทิ้งในพื้นที่เมือง และการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน
- กฎหมายคุ้มครอง
- ไม่มีสถานะคุ้มครองเฉพาะตามกฎหมายไทย
พันธุกรรม
- โครโมโซม
- 2n = 18
- บันทึกพันธุกรรม
- ดอกแก้วมีความแปรผันทางลักษณะใบและดอกตามสภาพแวดล้อม แต่โดยรวมมีเสถียรภาพทางพันธุกรรมสูง
ฤดูกาล
- ฤดูออกดอก
- ออกดอกได้ตลอดปี
- ฤดูให้ผล
- หลังดอกบานประมาณ 2–3 เดือน
- ฤดูเจริญเติบโต
- เจริญเติบโตได้ดีตลอดปี โดยเฉพาะช่วงฤดูฝน
