ดอกแก้ว

ดอกแก้ว
ดอกแก้วเป็นไม้พุ่มหรือไม้ยืนต้นขนาดเล็กที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในประเทศไทย มีดอกสีขาวบริสุทธิ์ กลิ่นหอมแรงและหอมหวานตลอดทั้งวัน ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับ ไม้มงคล และมีคุณค่าทางสมุนไพรตามภูมิปัญญาไทย

ข้อมูลพื้นฐาน

ชื่อวิทยาศาสตร์
Murraya paniculata
ชื่อวิทยาศาสตร์อื่น ๆ
Chalcas paniculata; Murraya exotica
ชื่อสามัญ
Orange Jasmine
ชื่อท้องถิ่น
แก้ว, แก้วขาว, แก้วเจ้าจอม

อนุกรมวิธาน

อาณาจักร
Plantae
หมวด
Magnoliophyta
ชั้น
Magnoliopsida
อันดับ
Sapindales
วงศ์
Rutaceae (วงศ์ส้ม)
สกุล
Murraya
ชื่อเฉพาะสปีชีส์
paniculata

ลักษณะพืช

ลักษณะการเจริญเติบโต
ไม้พุ่มหรือไม้ยืนต้นขนาดเล็ก ทรงพุ่มแน่น แตกกิ่งก้านมาก สามารถตัดแต่งให้เป็นแนวรั้วหรือไม้ทรงพุ่มได้ดี เจริญเติบโตค่อนข้างเร็วและทนทาน
ความสูง
2–5 เมตร (บางต้นอาจสูงได้ถึง 7 เมตร)
ลักษณะลำต้น
ลำต้นตั้งตรง เปลือกสีน้ำตาลเทา ผิวค่อนข้างเรียบ เมื่อแก่จะแตกเป็นร่องเล็กน้อย กิ่งอ่อนสีเขียวและเปราะ
ลักษณะใบ
ใบประกอบแบบขนนก ใบย่อยรูปรีหรือรูปไข่ ปลายแหลม ผิวใบเรียบเป็นมัน สีเขียวเข้ม มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ เมื่อขยี้
ลักษณะดอก
ดอกออกเป็นช่อกระจุกตามซอกใบหรือปลายกิ่ง กลีบดอกเรียงซ้อนกันอย่างเป็นระเบียบ ดอกบานเต็มที่มีกลิ่นหอมแรง
สีดอก
สีขาวบริสุทธิ์
ลักษณะผล
ผลทรงกลมหรือรีขนาดเล็ก เมื่อสุกมีสีแดงหรือแดงอมส้ม ภายในมีเมล็ด 1–2 เมล็ด
ลักษณะเมล็ด
เมล็ดรูปรี สีอ่อน เปลือกเมล็ดแข็ง สามารถนำไปเพาะขยายพันธุ์ได้

สภาพแวดล้อม

ถิ่นกำเนิด
เอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และจีนตอนใต้
การกระจายพันธุ์
พบปลูกทั่วไปในประเทศไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย จีนตอนใต้ อินเดีย และประเทศเขตร้อนทั่วโลก
ถิ่นอาศัย
พื้นที่โล่งแจ้ง สวนบ้าน สวนสาธารณะ และริมรั้ว สามารถขึ้นได้ดีทั้งในเขตร้อนและกึ่งร้อน
ความต้องการดิน
ดินร่วนหรือดินร่วนปนทราย ระบายน้ำดี มีอินทรียวัตถุพอสมควร pH ประมาณ 6.0–7.0
ความต้องการน้ำ
ต้องการน้ำปานกลาง ควรรดน้ำสม่ำเสมอ แต่ไม่ชอบน้ำขัง
ความต้องการแสง
ชอบแสงแดดเต็มวันถึงแดดรำไร หากได้รับแสงเพียงพอจะออกดอกดกและมีกลิ่นหอมชัดเจน
ภูมิอากาศ
ภูมิอากาศร้อนถึงร้อนชื้น ทนแล้งได้ดีในระดับหนึ่ง

ข้อมูลสภาพอากาศ

ระดับความสูง
0–1,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล
อุณหภูมิ
20–35°C

การปลูก

การเพาะปลูก
ดอกแก้วปลูกและดูแลรักษาง่าย เหมาะสำหรับปลูกเป็นไม้ประดับในบ้านและสวน นิยมปลูกเป็นแนวรั้ว ตัดแต่งทรงพุ่มได้ดี และออกดอกตลอดปีหากได้รับการดูแลเหมาะสม
การขยายพันธุ์
เพาะเมล็ด ปักชำกิ่ง และตอนกิ่ง โดยการตอนกิ่งให้ผลเร็วและได้ลักษณะตรงตามต้นแม่
การดูแล
ควรตัดแต่งกิ่งสม่ำเสมอเพื่อกระตุ้นการแตกยอดและการออกดอก ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยสูตรเสมอเป็นระยะ และกำจัดวัชพืชรอบโคนต้น
ศัตรูพืช
เพลี้ยอ่อน เพลี้ยแป้ง และหนอนกินใบ
โรคพืช
โรคราแป้ง โรคใบจุด และโรครากเน่าในสภาพดินแฉะ
ระยะเวลาเก็บเกี่ยว
ดอกสามารถเก็บได้ตลอดปี โดยเฉพาะช่วงฤดูฝนและฤดูร้อนจะออกดอกมาก

การใช้ประโยชน์

การใช้ประโยชน์
ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับ ไม้มงคลในบ้านและวัด ใช้ดอกบูชาพระ และใช้เป็นสมุนไพรพื้นบ้าน
การใช้ด้านอาหาร
ดอกแก้วบางพื้นที่ใช้แต่งกลิ่นอาหารหรือเครื่องดื่ม แต่ไม่ใช่อาหารหลัก
สรรพคุณยา
ใบและรากใช้ในตำรับยาไทย ช่วยแก้ปวดท้อง ลดการอักเสบ และบำรุงหัวใจตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
ใช้ในอุตสาหกรรม
ปลูกเป็นไม้ประดับเชิงพาณิชย์ ใช้ในงานภูมิทัศน์และจัดสวน

ความเป็นพิษ

ความเป็นพิษ
โดยทั่วไปไม่เป็นพิษต่อคนและสัตว์เลี้ยง แต่ไม่ควรบริโภคในปริมาณมาก
ส่วนที่กินได้
ดอก (ใช้แต่งกลิ่นในบางตำรับ)
ส่วนที่เป็นพิษ
ไม่มีข้อมูลว่ามีส่วนที่เป็นพิษร้ายแรง

โภชนาการ

มีน้ำมันหอมระเหยจากดอกและใบ ซึ่งให้กลิ่นหอมและมีสารต้านอนุมูลอิสระในระดับหนึ่ง

สถานะอนุรักษ์

สถานะ IUCN
Least Concern (LC) – มีความเสี่ยงต่ำต่อการสูญพันธุ์
ภัยคุกคาม
การตัดแต่งหรือโค่นทิ้งในพื้นที่เมือง และการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน
กฎหมายคุ้มครอง
ไม่มีสถานะคุ้มครองเฉพาะตามกฎหมายไทย

พันธุกรรม

โครโมโซม
2n = 18
บันทึกพันธุกรรม
ดอกแก้วมีความแปรผันทางลักษณะใบและดอกตามสภาพแวดล้อม แต่โดยรวมมีเสถียรภาพทางพันธุกรรมสูง

ฤดูกาล

ฤดูออกดอก
ออกดอกได้ตลอดปี
ฤดูให้ผล
หลังดอกบานประมาณ 2–3 เดือน
ฤดูเจริญเติบโต
เจริญเติบโตได้ดีตลอดปี โดยเฉพาะช่วงฤดูฝน

✨ แนะนำพิเศษ