Present Simple Tense คือรูปประโยคที่ใช้พูดถึงสิ่งที่เป็นจริงโดยทั่วไป สิ่งที่เกิดเป็นประจำ นิสัย กิจวัตร และสภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน โครงสร้างพื้นฐานของประโยคที่ใช้กริยาทั่วไปคือ Subject + Verb 1 โดยต้องเติม s หรือ es ที่กริยาเมื่อประธานเป็น he, she, it หรือคำนามเอกพจน์บุรุษที่สาม เช่น I play football every Sunday. และ She plays football every Sunday.

โครงสร้าง Present Simple

Present Simple มีโครงสร้างต่างกันตามชนิดของกริยา หากประโยคใช้กริยาทั่วไป เช่น work, eat, study หรือ like จะใช้ do และ does ช่วยสร้างประโยคปฏิเสธและคำถาม แต่ถ้ากริยาหลักคือ verb to be จะใช้ am, is หรือ are โดยไม่ใช้ do หรือ does

สำหรับกริยาทั่วไป โครงสร้างหลักสรุปได้ดังตารางต่อไปนี้

รูปประโยคโครงสร้างตัวอย่าง
บอกเล่าS + V1(s/es)She works every day.
ปฏิเสธS + do/does not + V1She does not work on Sunday.
คำถามDo/Does + S + V1Does she work here?

ในประโยคบอกเล่า I, you, we และ they ใช้กริยารูปพื้นฐาน เช่น I work, They study และ We play ส่วน he, she และ it ใช้กริยาที่เติม s หรือ es เช่น He works, She studies และ It rains

หากกริยาหลักเป็น verb to be โครงสร้างจะต่างออกไป โดย I ใช้ am, he, she, it ใช้ is และ you, we, they ใช้ are เช่น I am a student., She is happy. และ They are at home.

ประโยคปฏิเสธของ verb to be เติม not หลังกริยาโดยตรง เช่น He is not tired. ส่วนประโยคคำถามสลับ am, is หรือ are ไปไว้หน้าประธาน เช่น Is he tired? จึงไม่ใช้ does ร่วมกับ verb to be ในโครงสร้างนี้

Present Simple ใช้เมื่อใด

Present Simple ไม่ได้หมายถึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในวินาทีที่พูดเป็นหลัก แต่ใช้เมื่อผู้พูดมองเหตุการณ์นั้นเป็นเรื่องทั่วไป เป็นกิจวัตร เป็นสภาพ หรือเป็นสิ่งที่เกิดซ้ำ หลักการใช้ที่พบบ่อยมีดังนี้

  • นิสัยและกิจวัตร เช่น I get up at six every morning. หมายถึง ฉันตื่นหกโมงทุกเช้า
  • สิ่งที่เกิดเป็นประจำ เช่น We visit our grandparents every weekend. หมายถึง พวกเราไปเยี่ยมปู่ย่าตายายทุกสุดสัปดาห์
  • ข้อเท็จจริงทั่วไป เช่น Water boils at 100 degrees Celsius. ใช้กล่าวถึงข้อเท็จจริงทั่วไปภายใต้เงื่อนไขมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง
  • สภาพ ความรู้สึก หรือความคิดเห็น เช่น She likes music. และ I understand the lesson.
  • ตารางเวลาหรือกำหนดการที่แน่นอน เช่น The train leaves at 7 p.m. แม้เหตุการณ์จะเกิดในอนาคต แต่ใช้ Present Simple เพราะเป็นตารางหรือกำหนดการ
  • คำแนะนำหรือขั้นตอน เช่น First, you open the file. Then you choose the picture.

จุดสำคัญคือให้ดูว่าผู้พูดมองเหตุการณ์อย่างไร ตัวอย่าง He plays football. สื่อว่าเขาเล่นฟุตบอลเป็นกิจกรรมหรือเป็นเรื่องปกติ ไม่ได้หมายความว่าเขากำลังเล่นอยู่ในขณะพูด หากต้องการเน้นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้า มักใช้ Present Continuous เช่น He is playing football now.

กฎการเติม s และ es

กฎที่ผู้เริ่มต้นต้องระวังที่สุดข้อหนึ่งคือ เมื่อประธานเป็น he, she, it หรือคำนามเอกพจน์บุรุษที่สาม กริยาในประโยคบอกเล่า Present Simple ต้องเปลี่ยนรูป โดยส่วนใหญ่เติม s แต่กริยาบางกลุ่มมีการเปลี่ยนรูปต่างออกไป

  • กริยาทั่วไปเติม s เช่น work → works, read → reads, play → plays
  • กริยาที่ลงท้ายด้วย -s, -ss, -sh, -ch, -x หรือ -z มักเติม es เช่น wash → washes, watch → watches, fix → fixes
  • กริยาบางคำที่ลงท้ายด้วย -o เติม es เช่น go → goes และ do → does
  • กริยาที่ลงท้ายด้วยพยัญชนะตามด้วย y เปลี่ยน y เป็น i แล้วเติม es เช่น study → studies, carry → carries
  • ถ้าหน้า y เป็นสระ ให้เติม s ตามปกติ เช่น play → plays, enjoy → enjoys
  • กริยา have เปลี่ยนเป็น has เมื่อใช้กับ he, she หรือ it

ตัวอย่างเช่น I study English every day. แต่เมื่อเปลี่ยนประธานเป็น she ต้องใช้ She studies English every day. ส่วน They have a car. จะเปลี่ยนเป็น He has a car.

กฎเติม s และ es ใช้กับประโยคบอกเล่าที่มีกริยาทั่วไป แต่เมื่อประโยคมี does แล้ว กริยาหลักต้องกลับเป็นรูปพื้นฐาน เพราะ does แสดงรูปบุรุษที่สามอยู่แล้ว จึงใช้ She doesn’t like coffee. ไม่ใช่ She doesn’t likes coffee.

ประโยคปฏิเสธและคำถาม

กริยาทั่วไปใน Present Simple ใช้ do กับ I, you, we, they และใช้ does กับ he, she, it เพื่อสร้างประโยคปฏิเสธและคำถาม หลัง do หรือ does ให้ใช้กริยารูปพื้นฐานเสมอ

ประโยคปฏิเสธ

โครงสร้างคือ S + do/does + not + V1 โดย do not มักย่อเป็น don’t และ does not ย่อเป็น doesn’t เช่น I don’t eat meat., They don’t live here. และ She doesn’t drive to work.

เมื่อใช้ doesn’t กริยาหลักไม่เติม s หรือ es ตัวอย่างที่ถูกต้องคือ He doesn’t play tennis. เนื่องจาก does รับหน้าที่แสดงความสัมพันธ์กับประธาน he ไปแล้ว

ประโยคคำถาม

คำถามแบบ Yes/No ใช้โครงสร้าง Do/Does + S + V1 เช่น Do you like English? และ Does she work here? คำตอบสั้นใช้ Yes, I do., No, I don’t., Yes, she does. หรือ No, she doesn’t.

หากเป็นคำถามที่มีคำอย่าง what, where, when, why หรือ how ให้วางคำถามไว้ด้านหน้า เช่น Where do you live?, What does he eat for breakfast? และ When does the class start?

verb to be ไม่ใช้ do หรือ does ในรูปปฏิเสธและคำถาม ตัวอย่าง She isn’t busy. และ Is she busy? ความแตกต่างนี้ควรแยกให้ชัด เพราะเป็นจุดที่ผู้เริ่มต้นมักนำสองโครงสร้างมาปะปนกัน

คำบอกความถี่และจุดที่มักสับสน

Present Simple มักพบร่วมกับคำบอกความถี่หรือช่วงเวลาที่แสดงว่ากิจกรรมนั้นเกิดซ้ำ เช่น always, usually, often, sometimes, rarely และ never รวมถึง every day, every week, on Mondays และ once a week

คำบอกความถี่อย่าง always, usually, often, sometimes และ never โดยทั่วไปวางไว้หน้ากริยาหลัก เช่น I usually walk to school. และ She often reads before bed. แต่เมื่อกริยาหลักเป็น verb to be คำเหล่านี้มักวางหลัง am, is หรือ are เช่น He is always busy.

คำอย่าง every day หรือ once a week มักวางช่วงท้ายประโยค เช่น I exercise every day. และ We go swimming once a week. คำเหล่านี้ช่วยบอกความถี่ แต่ไม่ควรใช้เป็นเกณฑ์เพียงอย่างเดียวในการตัดสินว่าเป็น Present Simple ต้องดูความหมายของทั้งประโยคด้วย

Present Simple กับ Present Continuous เป็นคู่ที่มักสับสน ตัวอย่าง I work at a school. กล่าวถึงงานหรือสภาพทั่วไป ส่วน I am working at home today. เน้นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นหรือเป็นสถานการณ์ชั่วคราวในช่วงนี้

กริยาที่สื่อถึงความคิด ความรู้สึก การรับรู้ หรือสภาพบางคำ เช่น know, understand, believe, like, love และ want มักใช้รูป Simple มากกว่ารูป Continuous เมื่อใช้ในความหมายปกติ จึงพูดว่า I understand you. มากกว่า I am understanding you.

เมื่อต้องสร้างประโยค Present Simple ให้เริ่มจากดูประธานก่อน หากเป็น he, she หรือ it ให้ตรวจรูปกริยาในประโยคบอกเล่าว่าต้องเติม s หรือ es หรือไม่ หากเป็นประโยคปฏิเสธหรือคำถาม ให้เลือก do หรือ does แล้วคืนกริยาหลักเป็นรูปพื้นฐาน วิธีคิดเช่นนี้ช่วยลดความผิดพลาดได้มากกว่าการจำตัวอย่างเป็นประโยค ๆ

คำถามที่พบบ่อย

Present Simple ใช้ตอนไหน

ใช้พูดถึงนิสัย กิจวัตร สิ่งที่เกิดเป็นประจำ ข้อเท็จจริงทั่วไป สภาพหรือความคิดเห็น และยังใช้กับตารางเวลาหรือกำหนดการที่แน่นอนได้

Present Simple มีโครงสร้างอย่างไร

ประโยคบอกเล่าที่ใช้กริยาทั่วไปมีโครงสร้าง Subject + Verb 1 โดยเติม s หรือ es เมื่อประธานเป็น he, she หรือ it ส่วนประโยคปฏิเสธและคำถามใช้ do หรือ does ช่วย

เมื่อใดต้องเติม s หรือ es ที่กริยา

เติม s หรือ es ที่กริยาในประโยคบอกเล่าเมื่อประธานเป็น he, she, it หรือคำนามเอกพจน์บุรุษที่สาม โดยรูปที่เติมขึ้นอยู่กับตัวสะกดท้ายของกริยา

Do กับ Does ต่างกันอย่างไร

Do ใช้กับ I, you, we และ they ส่วน does ใช้กับ he, she และ it เมื่อสร้างประโยคปฏิเสธหรือคำถามที่มีกริยาทั่วไป หลัง do และ does ใช้กริยารูปพื้นฐาน

ทำไมหลัง Does กริยาจึงไม่เติม s

เพราะ does แสดงรูปบุรุษที่สามเอกพจน์อยู่แล้ว กริยาหลักจึงกลับเป็นรูปพื้นฐาน เช่น Does she work here และ She doesn’t work here

Present Simple กับ Present Continuous ต่างกันอย่างไร

Present Simple มักใช้กับเรื่องทั่วไปหรือสิ่งที่เกิดเป็นประจำ ส่วน Present Continuous มักเน้นสิ่งที่กำลังดำเนินอยู่หรือสถานการณ์ชั่วคราวในช่วงเวลาหนึ่ง

Verb to be ใน Present Simple ใช้ Do หรือ Does หรือไม่

ไม่ใช้ เมื่อกริยาหลักเป็น verb to be ให้ใช้ am, is หรือ are โดยตรง ประโยคปฏิเสธเติม not และประโยคคำถามสลับ verb to be มาไว้หน้าประธาน

Always และ Usually วางตรงไหนของประโยค

โดยทั่วไปวางหน้ากริยาหลัก เช่น She usually walks to school แต่ถ้ากริยาหลักเป็น verb to be มักวางหลัง am, is หรือ are เช่น She is usually busy.

แหล่งอ้างอิง