Past Perfect Tense คือรูปประโยคที่ใช้พูดถึงเหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้นก่อนอีกเหตุการณ์หรือก่อนจุดเวลาหนึ่งในอดีต มีโครงสร้างหลักคือ had + กริยาช่อง 3 หรือ V3 เช่น She had left before I arrived. หมายถึง เธอออกไปแล้วก่อนที่ฉันจะมาถึง จุดสำคัญของ tense นี้จึงอยู่ที่การช่วยให้เห็นลำดับว่าเหตุการณ์ใดเกิดก่อนในอดีต
มอง Past Perfect ด้วยลำดับเวลา
วิธีเข้าใจ Past Perfect ที่ง่ายกว่าการจำกฎคือมองเหตุการณ์เป็นเส้นเวลา สมมติว่ามีเหตุการณ์สองอย่างเกิดขึ้นในอดีต เหตุการณ์หนึ่งเกิดก่อน และอีกเหตุการณ์เกิดตามมา หากต้องการเน้นลำดับให้ชัด เหตุการณ์ที่เกิดก่อนมักใช้ Past Perfect ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดทีหลังใช้ Past Simple
ตัวอย่างเช่น When I arrived at the station, the train had left. มีเหตุการณ์สองอย่างคือ รถไฟออก และฉันมาถึงสถานี เมื่อเรียงตามเวลาจริงจะได้ดังนี้
- เหตุการณ์ที่ 1: รถไฟออกก่อน — the train had left
- เหตุการณ์ที่ 2: ฉันมาถึงทีหลัง — I arrived
แม้ในประโยคจะกล่าวถึงการมาถึงก่อน แต่รูป had left ทำให้ผู้อ่านทราบทันทีว่ารถไฟออกไปก่อนแล้ว ดังนั้น Past Perfect ไม่ได้มีไว้บอกเพียงว่าเหตุการณ์เกิดในอดีต แต่ช่วยบอกว่าเหตุการณ์นั้นอยู่ ก่อนอีกจุดหนึ่งในอดีต
อีกตัวอย่างคือ She was hungry because she hadn’t eaten breakfast. การไม่ได้กินอาหารเช้าเกิดขึ้นก่อน และเป็นเหตุผลที่ทำให้เธอหิวในเวลาต่อมา จึงใช้ hadn’t eaten เพื่อแสดงความสัมพันธ์ของเหตุการณ์ทั้งสอง
โครงสร้าง Past Perfect
Past Perfect ใช้ had เหมือนกันกับประธานทุกตัว ไม่ต้องเปลี่ยนตาม I, you, he, she, it, we หรือ they สิ่งที่ต้องระวังคือกริยาหลักต้องอยู่ในรูป past participle หรือกริยาช่อง 3
| รูปประโยค | โครงสร้าง | ตัวอย่าง |
|---|---|---|
| บอกเล่า | Subject + had + V3 | She had finished. |
| ปฏิเสธ | Subject + had not + V3 | She had not finished. |
| คำถาม | Had + Subject + V3 | Had she finished? |
ประโยคบอกเล่า
ประโยคบอกเล่าใช้ had + V3 โดย had ย่อเป็น ‘d ได้เมื่อบริบทชัดเจน
- I had finished my homework before dinner. ฉันทำการบ้านเสร็จก่อนอาหารเย็น
- She had left when I called her. เธอออกไปแล้วตอนที่ฉันโทรหา
- They had seen the movie before. พวกเขาเคยดูภาพยนตร์เรื่องนั้นมาก่อน
ประโยคปฏิเสธ
ประโยคปฏิเสธเติม not หลัง had และนิยมย่อ had not เป็น hadn’t
- I hadn’t eaten before I went to school.
- He hadn’t finished the work when his manager arrived.
- We hadn’t met before that day.
ประโยคคำถาม
เมื่อต้องการสร้างคำถาม ให้นำ had ไปวางหน้าประธาน โดยกริยาหลักยังคงเป็น V3
- Had you finished your homework before dinner?
- Had she left when you arrived?
- Had they visited Bangkok before?
หากเป็นคำถามที่มีคำอย่าง what, where, why หรือ how ให้วางคำนั้นไว้หน้า had เช่น Why had he left before the meeting started?
กริยาช่อง 3 ที่ต้องใช้
กริยาหลัง had ใน Past Perfect ต้องเป็นกริยาช่อง 3 หรือ past participle เสมอ สำหรับกริยาปกติ รูป V2 และ V3 มักเหมือนกันเพราะลงท้ายด้วย -ed ส่วนกริยาไม่ปกติต้องจำรูปของแต่ละคำ
ตัวอย่างกริยาที่พบได้บ่อย ได้แก่
- work → worked → worked
- play → played → played
- go → went → gone
- see → saw → seen
- eat → ate → eaten
- write → wrote → written
- take → took → taken
- do → did → done
- know → knew → known
- buy → bought → bought
จึงต้องใช้ She had gone home. ไม่ใช่ She had went home. เพราะ went เป็น V2 ส่วน gone เป็น V3 เช่นเดียวกับ He had eaten. ไม่ใช่ He had ate.
Past Perfect กับ Past Simple ต่างกันอย่างไร
Past Simple ใช้พูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและจบลงในอดีต ส่วน Past Perfect ช่วยย้อนกลับไปยังเหตุการณ์ที่เกิดก่อนอีกจุดหนึ่งในอดีต ความต่างนี้เห็นได้ชัดเมื่อมีเหตุการณ์สองอย่างที่สัมพันธ์กัน
เปรียบเทียบสองประโยคต่อไปนี้
- When I arrived, Tom left. เมื่อฉันมาถึง ทอมจึงออกไป
- When I arrived, Tom had left. เมื่อฉันมาถึง ทอมออกไปก่อนแล้ว
เพียงเปลี่ยนจาก left เป็น had left ลำดับของเหตุการณ์ก็เปลี่ยนชัดเจน ประโยคที่สองบอกว่าทอมไม่ได้ออกไปตอนที่ฉันมาถึง แต่เขาออกไปก่อนหน้านั้นแล้ว
Past Perfect ยังใช้เมื่อต้องการอธิบายสาเหตุของสถานการณ์ในอดีต เช่น He was tired because he hadn’t slept well. การนอนไม่เพียงพอเกิดก่อน และเป็นสาเหตุของความเหนื่อยในเวลาต่อมา
อย่างไรก็ตาม ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทุกเหตุการณ์ในอดีตที่เกิดก่อนเป็น Past Perfect หากกำลังเล่าเหตุการณ์ตามลำดับธรรมดาและลำดับเวลาชัดอยู่แล้ว Past Simple มักเพียงพอ เช่น I woke up, ate breakfast, and went to school. เหตุการณ์เรียงตามเวลาจึงไม่จำเป็นต้องใช้ Past Perfect
Past Perfect มีประโยชน์มากขึ้นเมื่อผู้พูดต้องการย้อนจากจุดหนึ่งในอดีตไปบอกสิ่งที่เกิดก่อนหน้านั้น หรือเมื่อจำเป็นต้องทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเหตุการณ์ชัดเจน
คำที่พบบ่อยกับ Past Perfect
คำเชื่อมและคำบอกเวลาหลายคำพบได้บ่อยร่วมกับ Past Perfect เพราะช่วยแสดงความสัมพันธ์ระหว่างเหตุการณ์ในอดีต แต่ควรเข้าใจความหมายของทั้งประโยคมากกว่าจำว่าพบคำใดแล้วต้องใช้ tense นี้เสมอ
- before ใช้เชื่อมสิ่งที่เกิดก่อน เช่น She had finished her work before she went home.
- after ใช้บอกว่าเหตุการณ์หนึ่งเกิดภายหลังอีกเหตุการณ์ เช่น After he had eaten, he went for a walk.
- by the time สื่อว่าเมื่อถึงเวลาหนึ่ง อีกเหตุการณ์เกิดขึ้นเรียบร้อยแล้ว เช่น By the time we arrived, the movie had started.
- already หมายถึงเกิดขึ้นเรียบร้อยแล้วก่อนจุดเวลาที่กล่าวถึง เช่น She had already left when I called.
- just ใช้กับสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นานก่อนเหตุการณ์อีกอย่าง เช่น We had just sat down when the doorbell rang.
- never ใช้บอกว่าไม่เคยเกิดขึ้นก่อนจุดนั้น เช่น I had never seen snow before I went to Japan.
Past Perfect ยังใช้กล่าวถึงสิ่งที่เกิดขึ้นต่อเนื่องจนถึงจุดหนึ่งในอดีตได้ โดยเฉพาะเมื่อเป็นสภาวะ เช่น She had lived there for ten years before she moved. หมายถึง ก่อนย้ายออก เธออาศัยอยู่ที่นั่นมาเป็นเวลาสิบปีแล้ว
จุดที่มักใช้ผิด
ข้อผิดพลาดของ Past Perfect ส่วนใหญ่มาจากการเลือกกริยาผิดรูปหรือใช้ tense นี้โดยไม่มีจุดอ้างอิงในอดีต การตรวจว่าในประโยคมีเหตุการณ์หรือช่วงเวลาในอดีตที่ Past Perfect ต้องเกิดก่อนหรือไม่ จะช่วยเลือก tense ได้ง่ายขึ้น
- ใช้ V2 หลัง had เช่น She had went home. ต้องเป็น She had gone home.
- เปลี่ยน had ตามประธาน เช่น He has finished before I arrived. หากต้องการ Past Perfect ต้องใช้ He had finished before I arrived.
- ใช้ did ในประโยคคำถาม เช่น Did she had finished? ต้องเป็น Had she finished?
- ใช้ did not ในประโยคปฏิเสธ เช่น She didn’t had finished. ต้องเป็น She hadn’t finished.
- ใช้ Past Perfect เพียงเพราะเหตุการณ์เกิดมานานแล้ว ความเก่าของเหตุการณ์ไม่ใช่เหตุผลเพียงพอที่จะใช้ tense นี้ ต้องมีความสัมพันธ์กับอีกจุดหนึ่งในอดีตด้วย
ตัวอย่างเช่น หากต้องการบอกว่าโรมันพูดภาษาละตินในอดีต การใช้ Past Simple อย่าง The Romans spoke Latin. เหมาะสมแล้ว ไม่จำเป็นต้องใช้ Past Perfect เพราะประโยคไม่ได้กำลังเปรียบเทียบเหตุการณ์นั้นกับอีกจุดหนึ่งในอดีต
วิธีทบทวน Past Perfect Tense ให้จำง่ายคือเริ่มจากหา สองจุดในอดีต ก่อน จากนั้นถามว่าเหตุการณ์ใดเกิดก่อน เหตุการณ์ที่ต้องการเน้นว่าเกิดก่อนใช้ had + V3 ส่วนเหตุการณ์ภายหลังมักใช้ Past Simple เมื่อมองลำดับเวลาออก โครงสร้าง Past Perfect จะมีเหตุผลและใช้งานได้ง่ายกว่าการจำคำเชื่อมเป็นรายคำ
คำถามที่พบบ่อย
Past Perfect ใช้เมื่อใด
ใช้เมื่อต้องการกล่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดก่อนอีกเหตุการณ์หรือก่อนจุดเวลาหนึ่งในอดีต เช่น The train had left before we arrived.
Past Perfect มีโครงสร้างอย่างไร
โครงสร้างประโยคบอกเล่าคือ Subject + had + V3 เช่น She had finished her work.
หลัง had ต้องใช้กริยาช่องไหน
Past Perfect ใช้กริยาช่อง 3 หรือ past participle หลัง had เช่น had gone, had eaten และ had written
Past Perfect ต่างจาก Past Simple อย่างไร
Past Simple กล่าวถึงเหตุการณ์ในอดีตทั่วไป ส่วน Past Perfect ใช้เมื่อต้องการแสดงว่าเหตุการณ์หนึ่งเกิดก่อนอีกเหตุการณ์หรือก่อนจุดเวลาหนึ่งในอดีต
Past Perfect ต้องมีเหตุการณ์สองเหตุการณ์เสมอหรือไม่
ไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงทั้งสองเหตุการณ์อย่างชัดเจนในทุกประโยค แต่ต้องมีจุดอ้างอิงในอดีตที่เข้าใจได้จากประโยคหรือบริบท เพื่อให้ทราบว่าเหตุการณ์ Past Perfect เกิดขึ้นก่อนจุดใด
had ใช้กับประธานใดบ้าง
Had ใช้กับประธานทุกตัวใน Past Perfect ทั้ง I, you, he, she, it, we และ they โดยไม่ต้องเปลี่ยนรูปตามประธาน
before และ after ต้องใช้ Past Perfect เสมอหรือไม่
ไม่เสมอไป เพราะ before และ after สามารถทำให้ลำดับเหตุการณ์ชัดเจนอยู่แล้ว การเลือก Past Perfect ขึ้นอยู่กับว่าต้องการเน้นเหตุการณ์ที่เกิดก่อนหรือจำเป็นต้องทำให้ลำดับเวลาชัดเพียงใด
ประโยคคำถาม Past Perfect ใช้ did หรือไม่
ไม่ใช้ did แต่ให้นำ had ไปวางหน้าประธาน เช่น Had you finished your homework?
